การศึกษาพบว่าคนส่วนมากมักจำความฝันไม่ค่อยได้หรือจำได้ก็ไม่นาน ตกๆ หล่นๆ ไม่ปะติดปะต่อ ที่ฝันเป็นเรื่องเป็นราวเห็นจะมีแต่ในนิยายหรือแต่งเติมเอาเองทั้งนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทกล่าวว่าการบันทึกความจำอะไรก็ตาม เกิดขึ้นได้จากการจับตัวกันของเซลล์สมอง ความฝันทั่วไป เซลล์สมองจับกันไม่แน่น ไม่นานก็คลายหลุด เราจึงลืมความฝันนั้น แต่ถ้าเป็นความฝันที่ประทับใจหรือตื่นเต้นน่ากลัว เซลล์สมองจะจับกันแน่น ทำให้จดจำอยู่ได้นาน จนสามารถจำได้เมื่อตื่นขึ้นมา
ความฝันที่เกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ของการหลับฝัน (REM) มักจะถูกลืมบ่อยกว่าความฝันที่เกิดขึ้นเมื่อใกล้รุ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะช่วงหลับฝัน (REM) เมื่อใกล้รุ่งจะยาวนานกว่าช่วงหลับฝันช่วงแรก ทำให้ฝันได้นานมากกว่ารอบแรกๆ และเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่า และยังเป็นความฝันที่ใกล้ตื่น จึงเป็นสาเหตุให้คนเราจำความฝันใกล้รุ่งสางได้ดีที่สุด จนบางคนก็มักจะนำเอาไปเสี่ยงโชคอยู่เนืองๆ ในทางกลับกันคนที่หลับสนิทจะฝันน้อยหรือจำความฝันได้น้อย หรือไม่รู้สึกว่าฝันเลย นอกจากความฝันใกล้รุ่งที่จำได้ง่ายแล้ว ผู้ที่มักมีลักษณะการนอนแบบไม่หลับสนิท หลับๆ ตื่นๆ เป็นระยะ ก็มักจะจำความฝันได้มาก (เพราะมีโอกาส ตื่นมารู้สึกตัวหลังจากเพิ่งผ่านช่วงหลับฝันมา)
![]() |
![]() |
|
ในความเป็นจริง คนเราจะสามารถจำฝันได้เมื่อตื่นมาในขณะที่อยู่ในช่วงหลับฝัน (REM) เท่านั้น ขณะที่ถ้าเราถูกปลุกให้ตื่นจากสิ่งเร้าภายนอก (คนปลุก, นาฬิกาปลุก, อื่นๆ) ขณะที่เราหลับอยู่ในช่วงหลับธรรมดา (NON-REM) เราก็จะไม่สามารถจำฝันนั้นได้ เพราะทางทฤษฎีแล้วไม่มีการฝันในขณะที่เราตื่น
คนส่วนใหญ่จะลืมความฝันไปครึ่งหนึ่ง หลังจากตื่นขึ้นมาได้ 5 นาที และลืมเหตุการณ์ในความฝันเกือบทั้งหมดภายใน 10 นาที เชื่อว่าเกิดจากการรับรู้สิ่งรอบตัวที่เกิดขึ้นเมื่อตื่นนอนจะทำให้กลไกควบคุมการฝันหยุดทำงาน ดังนั้นถ้าใครต้องการจดจำความฝัน หรือไม่ต้องการลืมเรื่องที่ฝัน ก็ควรจะมีสมุดโน๊ตและปากกาวางไว้ข้างเตียง เมื่อตื่นขึ้นมาก็รีบจดความฝันลงไปในสมุดทันที เพราะคุณมีเวลาไม่มากก่อนที่ความฝันจะลบเลือนไปจากหน่วยความจำในสมอง


